Quantcast
เกิดอะไรขึ้นกับบาร์เกย์ของเรา และมันเป็นความผิดของเราเองหรือไม่ คัดพิเศษโดยบรรณาธิการ

เกิดอะไรขึ้นกับบาร์เกย์ของเรา และมันเป็นความผิดของเราเองหรือไม่

Written by Daniel Villarreal on August 25, 2017
Be first to like this.

This post is also available in: English Español Français Português 繁體中文

การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มเพศทางเลือกเกิดขึ้นในบาร์แห่งหนึ่ง หรือเจาะจงอีกสักนิดก็คือบาร์ The Stonewall Inn — บาร์ที่มีเจ้าของเป็นกลุ่มมาเฟียที่ถูกตำรวจบุกค้นอยู่บ่อยครั้ง และลูกค้าที่เป็นเกย์บางรายก็ถูกแบล๊คเมลล์โดยเจ้าของบาร์เอง ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบาร์นี้อาจจะมีข้อเสียบ้าง แต่ในบาร์ก็มีตู้เพลงที่ยอดเยี่ยมและเป็นสถานที่ให้กับเกย์ชาวเมืองแมนฮัตตันได้มีที่เพื่อลืมคำดูถูก ความอับอาย และการถูกฆาตกรรมด้านนอกนั่นบ้าง

แต่ก่อนที่ลูกค้าในร้านจะทำการประท้วงกลุ่มตำรวจในปี 1969 บาร์ต่างๆในประเทศอเมริกานั้นถูกใช้เป็นสถานที่พบปะที่กลุ่ม LGBTQ สามารถมาดื่มสังสรรค์และเต้นรำ และเป็นการหลอมหลวมกันท่ามกลางโลกภายนอกที่ไม่ยอมรับและอันตรายที่อาจจะมาถึง บาร์เกย์เป็นสถานที่ที่มอบอิสระให้กับกลุ่มเพศทางเลือกมาจนถึงปี 1980 ยาวไปจนถึงช่วงปี 2000 เป็นสถานที่ที่สมาชิกกลุ่มเพศทางเลือกรุ่นเก่าได้ชมการแสดง drag เป็นครั้งแรก ได้เต้นคู่กับเพศเดียวกัน และได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง

แต่ไม่ว่าบาร์เกย์จะมีบทบาทในการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพศทางเลือกมากเท่าใด เราก็ยังคงได้ยินข่าวบาร์เกย์ที่ถูกปิดตัวลงอย่างเรื่อยๆ

สิ้นเดือนนี้ บาร์เกย์ในปีเมืองแดลลัสชื่อ BJ’s NXS ก็จะถูกปิดตัวลงหลังจากที่เปิดมาเป็นระยะเวลานานถึง 8 ปี และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บาร์ชื่อ Purr Cocktail Bar ในเมืองซีแอทเทิลก็ปิดตัวลง (เป็นการย้ายสถานที่) และคลับชื่อ The Bridge Club บาร์เกย์ที่พึ่งเปิดได้ไม่นานในรัฐเวอร์มอนต์ก็ปิดตัวลงอีกเช่นกัน และไม่ถึงเดือนก่อนหน้า บาร์เกย์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงวอร์ชิงตัน ดี ซี ชื่อ Town Danceboutique ก็ได้ประกาศว่าจะปิดตัวลงภายใน 1 ปี และอีกหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น ไนท์คลับในฮาวายชื่อ Fusion Waikiki ก็ได้ประกาศการปิดร้านหลังจากที่เปิดมาได้เป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปี

ในเดือนสิงหาคมปีก่อนหน้า Tel Aviv ในอิสราเอลก็ได้ทำการปิดตัวบาร์เกย์ที่สุดท้ายลง และในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกันนั้น บาร์เกย์ชื่อ Propaganda ในฮ่องกงก็ได้ปิดประตูลงหลังจากทำการมาได้ 25 ปี และบาร์เกย์และผับในกรุงลอนดอนก็ถูกปิดตัวลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

การสำรวจหนึ่งได้กล่าวว่าจำนวนบาร์ของกลุ่มเพศทางเลือกในช่วงปี 2005 จนถึงปี 2011 ได้ลดลงถึง 12% จาก 1,605 แห่งเหลือเพียง 1,405 ทั่วประเทศ แต่เพราะอะไรกันแน่ บทความหลายๆแห่งเห็นว่าแอพพลิเคชั่นหาคู่ของเกย์เป็นสาเหตุที่ทำให้ “บาร์เกย์ตายลง” แต่คำอธิบายดังกล่าวเหมือนจะฟังดูง่ายไปสักหน่อย เพราะสุดท้ายแล้ว เกย์จำนวนมากก็ยังคงไปเที่ยวบาร์อยู่เสมอๆ และบางคนก็ยังไปเพราะสาเหตุอื่นๆนอกจากเซ็กส์ — เพื่อไปพบเพื่อนฝูง ไปดื่ม ไปชมการแสดง drag หรือการเต้นอะโกโก้ของหนุ่มๆ และอีกมากมายที่แอพพลิเคชั่นหาคู่ไม่สามารถมอบให้ได้

ถ้าหากว่าบาร์เกย์นั้นกำลังลดจำนวนลงจริงๆ สาเหตุที่ทำให้จำนวนลดลงนั้นก็นับไม่ถ้วน และมันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจเหตุผลเหล่านั้นเพื่อไม่ให้เราต้องเสียส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไปโดยที่ไม่รู้สาเหตุว่าทำไม

ในช่วงที่พื้นที่ของกลุ่มเพศทางเลือกนั้นถูกโจมตี ความรู้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราผ่านพ้นช่วงนั้นมาได้ — ทั้งปัญหาการปิดตัวลง; ทั้งการฝืนเปลี่ยนแปลงความต้องการของสมาชิกในกลุ่มเพศทางเลือก; และการโจมตีจริงๆอย่างเช่นเหตุการณ์การสังหารที่เกิดขึ้นในไนท์คลับชื่อ Pulse ในกรุงออร์แลนโด(และการกระทำรุนแรงอื่นๆอีกมากมายที่เกิดขึ้นในบาร์เกย์และลูกค้าบาร์ดังกล่าว)

และในการค้นหาผู้ร้ายในการลดจำนวนของบาร์เกย์ เราได้พูดคุยกับคนสองคนที่มีบทบาทในการค้นคว้าถึงสาเหตุดังกล่าว Richard Curtin เจ้าของบาร์เกย์ในเมืองแดลลัสที่เคยดูแลสองบาร์เกย์ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง S4 และ Rose Room และได้พูดคุยกับ Kareem Khubchandani ศาสตราจารย์ที่กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตกลางคืนของชาวเกย์ในเมืองบังคาลอร์และชิคาโก้ และทั้งสองคนก็เป็นนักแสดง drag อีกด้วย

ก่อนที่จะอ่านต่อจากตรงนี้ เราจะขอเรียกบาร์เกย์ด้วยคำว่า “บาร์เกย์” แทนที่จะเป็นคำว่า “กระเทย” “เลสเบี้ยน” “หรือบาร์ LGBTQ” ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก “บาร์กระเทย” ฟังดูไม่ทันสมัยและไม่มีใครใช้คำว่า “บาร์ LGBTQ” และบาร์เลสเบี้ยนนั้นเป็นกลุ่มที่แตกต่างไปด้วยจำนวนที่มีน้อยกว่าและการลดจำนวนลงที่มากกว่า และถึงแม้ว่าบาร์ที่จะถูกพูดถึงในบทความนี้จะไม่ได้จำเพาะเพื่อให้ลูกค้าที่เป็นเกย์เท่านั้น เราจะใช้คำว่า “บาร์เกย์” แทนสถานที่ดังกล่าว ถึงแม้ว่าสถานที่เหล่านั้นจะต้อนรับกลุ่มเพศทางเลือกทั้งหมดก็ตาม

gay bar decline 1
ภาพของ Jeremy Lucido จาก jeremylucido.com

แหล่งที่มาหลายแห่งเชื่อว่าบาร์เกย์ (และพื้นที่ของเกย์) นั้นเป็นผู้เสียหายของความสำเร็จของการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพศทางเลือกเอก มีทฤษฐีที่ว่ากลุ่มเพศทางเลือกในประเทศอเมริกาได้รับการยอมรับในวงกว้างจากครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และสังคมโดยรวม ทำให้พวกเขารู้สึกไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจับกลุ่มและรวมตัวกันในพื้นที่บางพื้นที่เท่านั้น

ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานออกจากชุมชนสำหรับเกย์ (และห่างออกไปจากบาร์เกย์) ไปยังพื้นที่ในเมืองมากขึ้น ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่มีเพียงประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มเพศทางเลือกอยู่อาศัยเท่านั้น ในหนังสือของเขาชื่อ There Goes the Gayborhood? นักสังคมวิทยา Amin Ghaziani ได้บอกว่าประชากรเพศทางเลือกที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มลดลงไป 8.1% จากปี 2004 จนถึงปี 2014

ในปัจจุบัน จากการศึกษาในปีของนักสังคมวิทยา Amy Spring พบว่า 87% ของคู่เกย์อาศัยอยู่ในชุมชนผสมที่มีทั้งกลุ่มคู่รักเพศทางเลือกและคู่รักทั่วไปอยู่ร่วมกัน และครอบครัว ที่ทำงาน และเพื่อนบ้านก็มีการยอมรับกลุ่ม LGBTQ มากขึ้น ทั้งการร่วมรับประทานอาหารร่วมกันหรือการสังสรรค์อื่นๆกับเพื่อนร่วมงานมากกว่าการมองว่ากลุ่มเพศทางเลือกนั้นน่ารังเกียจ

Khubchandani เรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นกิจกรรมธรรมดาของกลุ่มเพศทางเลือก และได้กล่าวว่ากลุ่มเพศทางเลือกได้เลือกชีวิตชานเมืองทั่วไปเป็นเป้าหมายของพวกเขา เพราะชีวิตดังกล่าวจะถูกคุกคามและถูกควบคุมน้อยที่สุด

เขากล่าวอีกว่าการเคลื่อนย้ายของกลุ่มที่ไม่ได้ถูกกดขี่ส่งผลต่อกลุ่ม LGBTQ แตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ ชนชั้น และเพศของพวกเขา อย่างเช่นในเมืองชิคาโก้และซานฟรานซิสโก การย้ายที่อยู่ของกลุ่มคนผิวขาวส่งผลให้บาร์เกย์และบาร์เลสเบี้ยนละตินปิดตัวลงก่อน และแม้ว่าลูกค้าบาร์เหล่านั้นจะสามารถย้ายไปยังบาร์รวมเพศหรือพื้นที่สำหรับเกย์ในเมือง พวกเขาเหล่านั้นยังคงต้องมีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนบางกลุ่ม มีทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษที่ดีเยี่ยม หรือแม้กระทั่งจำเป็นต้องมีรถขับเพื่อเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น

จึงเป็นสาเหตุให้กลุ่มผู้อพยพผิวสีชนชั้นกลางมีแนวโน้มที่จะไปยังบาร์เกย์ที่เปิดมาเป็นเวลานานเนื่องด้วยสถานที่เหล่านั้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องมีอะไรเป็นพิเศษ และเมื่อสถานที่เหล่านั้นไม่ต้อนรับกลุ่มที่มีรายได้น้อยกว่ากลุ่มชนชั้นกลาง หรือกลุ่มผิวสี — ซึ่งเราจะพูดถึงในภายหลัง — พวกเขาเหล่านั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างพื้นที่ให้กับตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้อย่างง่ายดาย

และถึงแม้ว่าบาร์เกย์จะปิดตัวลงมากมาย นักวิเคราะห์ด้านวัฒนธรรม Phil Reese บอกว่าคุณสามารถมองเห็นการยอมรับกลุ่มเพศทางเลือกในเมืองใหญ่ๆได้อย่างชัดเจน เขาได้เขียนไว้ว่า “ในเมืองใหญ่ๆอย่างเช่นกรุงวอร์ชิงตันจะมีความต้องการพื้นที่สำหรับกลุ่มเพศทางเลือกน้อยกว่าที่อื่น ซึ่งคุณสามารถเห็นบาร์หรือร้านอาหารที่ติดธงสีรุ้งไว้หน้าร้านในช่วงเดือนมิถุนายน หรือบางครั้งตลอดทั้งปี”

Reese ยังชี้อีกว่าในปัจจุบัน คู่รักเพศทางเลือกสามารถไปยังบาร์ต่างๆได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดูถูกแต่อย่างใด และกลุ่มวัยรุ่นนั้นไม่มีความรู้สึกจำเป็นที่จะต้องนิยามตนเองว่าเป็นกลุ่มทั่วไปหรือกลุ่มเพศทางเลือก (และไม่ได้รับการอณุญาตให้เข้าใช้บริการบาร์จนกว่าจะอายุ 21) และพวกเขายังแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องหรือรู้จักบาร์เกย์เลย โดยเฉพาะในเมืองที่อณุญาติให้ใช้บริการได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไปหรือไม่จำกัดอายุ

และการอณุญาตการแต่งงานของเพศเดียวกันทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2015 ก็ส่งผลต่อธุรกิจบาร์เกย์เช่นกัน ซึ่งสถิติชี้ให้เห็นจำนวนการแต่งงานและการดูแลบุตรที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเพศทางเลือก

ในปี 2013 มีคู่รักเพศเดียวกันที่แต่งงานกันในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ทั้งหมด 230,000 คู่ และตัวเลขดังกล่าวได้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 486,000 ในปี 2015 และในปี 2000 พบว่ามีคู่รักเพศทางเลือกที่ดูแลบุตรอยู่ราว 63,000 คู่ และเพิ่มขึ้นเป็นสูงกว่า 110,000 คู่ในปี 2012

พ่อแม่หลายๆคู่จะบอกว่าการมีลูกจะทำให้ความต้องการจากความสุขจากชีวิตกลางคืนลดลง และพ่อที่เป็นเกย์จะมีโอกาสสูงกว่าที่จะมีบทบาทในกิจกรรมของโรงเรียนของลูก ซึ่งทำให้พ่อที่เป็นเกย์หลายๆคนอาจจะเลิกการดื่มและเที่ยวกลางคืนเพื่อลูก

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม LGBTQ ก็ยังคงต้องพบกับความท้าทายอื่นๆ เช่นการขาดพื้นที่ในที่ทำงานและขาดการปกป้องในสถานที่สาธารณะ เป็นต้น ซึ่งนับเป็นปัญหาที่ไม่ได้ร้ายแรงในระดับการจับกุมและลงโทษโดยตำรวจ หรือการไม่มีสิทธิในการเข้าร่วมทางการทหาร และการถูกปฏิเสธสิทธิในการแต่งงานอย่างเช่นในอดีต ซึ่งกลุ่มเพศทางเลือกไม่ได้รู้สึกถึงปัญหาถึงขั้นที่จะต้องหันไปหาบาร์อย่างเช่นที่ผ่านมา

และปัญหาที่กลุ่มเพศทางเลือกประสบอยู่ในปัจจุบันนับเป็นปัญหายิบย่อยและเป็นนามธรรม และด้วยการที่กลุ่มชุมชนเพศทางเลือกไม่ได้มีปัญหาขนาดใหญ่ปัญหาเดียวที่จะต้องร่วมแก้ไขไปด้วยกันแล้ว ความสำคัญของบาร์ในการพบปะเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกันจึงลดน้อยลงไปด้วย

gay bar decline 5
ภาพของ Jeremy Lucido จาก jeremylucido.com

ในขณะที่สภาพทางการเมืองทำให้ความสำคัญของบาร์เกย์น้อยลงและไม่ใช่สวรรค์ของกลุ่มเกย์อย่างเช่นเคย สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปก็ยิ่งส่งผลให้บาร์เกย์นั้นกลายเป็นอะไร”เดิมๆ”ที่ไม่มีความน่าดึงดูดอย่างเมื่อก่อน ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ชื่นชอบเพลงเสียงดัง การเต้นรำ คาราโอเกะ การเต้นอะโกโก้ บาร์เกย์เหล่านั้นอาจจะไม่ใช่สถานที่ที่คุณต้องการก็เป็นได้

ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่สามารถแสดงถึงความสนใจที่เพิ่มมากขึ้นและแตกต่างจากเมื่อก่อนของกลุ่มเพศทางเลือกได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อกิจกรรมเหล่านั้นมีบริบทที่สำคัญเป็นแอลกอฮอล์ หนุ่มๆกล้ามโต และเพลงที่ติดหูคนทั่วไป

และปัญหาการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มเพศทางเลือกอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสนใจในการเที่ยวบาร์เกย์ลดน้อยลงอีกด้วย ในรายงานหนึ่งในปี 2012 พบว่า 25% ของเกย์และกลุ่มแปลงเพศมีการเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งมากกว่ากลุ่มประชากรทั่วไปที่ 5 – 10% และนักวิจัยได้สรุปว่ากลุ่มเพศทางเลือกดื่มแอลกอฮอล์เพื่อจัดการกับปัญหาความเครียดที่เกิดจากการแบ่งแยกและการดูถูกในทุกๆวัน และเมื่อการยอมรับและความเข้าใจในกลุ่มเพศทางเลือกนั้นเพิ่มขึ้นจึงทำให้ความต้องการในการใช้แอลกอฮออล์นั้นลดลงตามไปด้วย

และบางกลุ่มที่ชื่นชอบการดื่มเป็นชีวิตจิตใจอาจจะทำการดื่มกับเพื่อนที่บ้านก่อนที่จะไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ งานวิจัยของออสเตรเลียในปี 2012 พบว่า 75% ของนักท่องเที่ยวบาร์อายุ 24 ปี จะทำการ”ดื่มล่วงหน้า” เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และนอกจากนั้น งานวิจัยดังกล่าวยังชี้ว่าคนที่ดื่มก่อนที่จะไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆมีโอกาสที่จะเจอคู่และใช้เงินมากกว่าการที่พวกเขาจะไปเที่ยวโดยที่ยังไม่ได้ดื่มเสียอีก

“การเที่ยวคลับถูกแข่งขันจากการดื่มที่บ้านและการใช้ยาต่างๆ” นักท่องเที่ยวบาร์เกย์ในกรุงลอนดอนบอกกับ Vice และโทษการใช้ยาเพื่อเซ็กส์ที่ยาวนานที่เพิ่มความนิยมมากขึ้น เขาบอกว่า “ตอนนี้คุณสามารถดื่ม ใช้ยา และมีอะไรกันได้ในพื้นที่ของตัวเองเพราะแอพพลิเคชั่นทั้งหลาย”

gay bar decline 4
ภาพของ Jeremy Lucido จาก jeremylucido.com

บาร์บางแห่งพยายามที่จะนำเสนอสิ่งอื่นมากกว่าเครื่องดื่มและการแสดง drag เข้ามา อย่างเช่นการจัดการแสดงโชว์คอมเมดี้ การแสดงศิลปะต่างๆ การเรี่ยไรเงินเพื่อการกุศล และกิจกรรมอื่นๆ แต่กิจกรรมเหล่านั้นเป็นเหมือนข้อยกเว้นมากกว่าเป็นข้อบังคับที่ทุกคนต้องทำตาม และกิจกรรมเหล่านั้นไม่ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่พร้อมจะใช้เงินเพื่อการดื่มเป็นจำนวนมากอีกด้วย

หรืออย่างน้อยเราก็ลืมไปว่าบาร์เกย์นั้นไม่ใช่สถานที่สำหรับการบันเทิงอีกต่อไป

Curtin ผู้จัดการบาร์เกย์ในเมืองแดลลัสได้เสริมว่า “ผู้คนไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวบาร์เพื่อดูการแสดงอีกต่อไป พวกเขาสามารถหาชมการแสดง drag ได้จากที่บ้าน และไลฟ์สไตล์แบบเกย์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา คุณสามารถชมเกย์ได้บนโทรทัศน์ เกมส์ต่างๆ แอพพลิเคชั่นมากมาย ทุกคนล้วนมีตัวละครเกย์เป็นของตัวเอง ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะชม ABC หรือ NBC หรือ Logo หรือVH1”

เขาเสริมต่อว่า “เจเนอเรชั่นใหม่นี้ไม่จำเป็นต้องไป JRs [บาร์เกย์ขึ้นชื่อในประเทศ] ในคืนวันศุกร์อีกต่อไป พวกเขาสามารถหาคู่เดทได้บนแอพ Kroger ได้ตั้งแต่ที่โรงเรียน”

gay bar decline 2
ภาพของ Jeremy Lucido จาก jeremylucido.com

สำหรับกลุ่มเพศทางเลือกผิวสี บาร์เกย์อาจจะยังดูไม่ต้อนรับและยังอันตรายพอสมควร ช่วงต้นปีนี้ กลุ่ม Philadelphia Commission on Human Relations ได้รายงานรายชื่อการดำเนินงานทางธุรกิจที่บาร์เกย์ในเมืองใช้เพื่อสร้าง“สภาพแวดล้อม”ที่เหมาะสำหรับกลุ่มชายผิวขาว

การปฏิบัติดังกล่าวก็มีเช่นการบังคับเครื่องแต่งกายโดยห้ามไม่ให้สวมใส่เสื้อยืด ผ้าโพกหัว รองเท้าผ้าใบ หรือกางเกงสำหรับออกกำลังกาย; การ์ดที่คอยตรวจบัตรกลุ่มคนผิวสี; การบริการที่แย่ต่อลูกค้าผิวสี; และพนักงานผิวขาวทั้งหมด ซึ่งพบว่ามีการปฏิบัติดังกล่าวมาเป็นระยะเวลานานหลายทศวรรษ

Khubchandani เห็นด้วย และเสริมว่าการแต่งหน้าของพนักงานในบาร์ เครื่องแต่งกายต่างๆ เพลงที่พวกเขาเล่น ภาพชายหนุ่มที่แสดงบนจอทีวีี หรือแม้กระทั่งห้องน้ำที่สื่อให้เห็นชัดเจนว่าร่างกายหรือสีผิวแบบใดที่ร้านอาหารให้คุณค่าสูงกว่า

กลุ่มเพศทางเลือก ผู้อพยพ หรือคนที่มีรายได้น้อยผิวสีจะพบเห็นการกระทำดังกล่าวและรู้สึกไม่ได้รับการต้อนรับ และถึงแม้ว่าบาร์หลายแห่งจะบอกว่าพวกเขาเป็นบาร์”สำหรับทุกคน” มีเพียงไม่กี่แห่งที่จะมีการบริการสำหรับภาษาอื่นๆหรือมีการดูแลลูกค้ากลุ่มเพศทางเลือกนอกจากจะเพียงแค่มีการแสดงรสนิยมทางเพศต่อผิวสีน้ำตาลหรือกลุ่มเพศทางเลือกเล็กน้อยเท่านั้น

และบาร์ต่างๆนั้นก็มักจะไม่ค่อยต้อนรับกลุ่มที่มีความผิดปกติทางร่างกายเช่นกัน อย่างเช่นบาร์เกย์หลายแห่งไม่มีทางสำหรับรถเข็นที่ใช้งานได้เป็นต้น และจากการพูดคุยกับชายชาวแคนาดาคนนี้ คุณจะแทบไม่เคยเห็นลูกค้าบาร์เกย์ที่นั่งรถเข็นเลยแม้แต่คนเดียว และครั้งหนึ่งที่เขาไปพบกับเพื่อนในบาร์เกย์แห่งหนึ่ง เขาได้ยินลูกค้าบาร์ดังกล่าวพึมพำว่า “จะพาเขามาทำไมเนี่ย”

ชา่ยหนุ่มที่มีความผิดปกติดังกล่าวยังรู้สึก”เหมือนถูกกระหน่ำยิงจากภาพของกลุ่มวัยรุ่นหน้าตาดีที่มีร่างกายปกติในร้าน” และรู้สึกเหมือนถูกแบ่งแยกจากลูกค้าที่เหมือนจะจ้องมาที่เขา หรือทำท่าทางไม่สบายใจกับการที่เขามาอยู่ในร้าน หรือการพยายามพูดคุยอย่างอึดอัด หรือแม้กระทั่งเมินเขาไปเลยก็มี

เมื่อคำนึงถึงอัตราการผิดปกติของร่างกายและการรับประทานอาหารที่ผิดปกติในกลุ่มเพศทางเลือก ทำให้การแสดงภาพนักแสดงสื่อทางเพศและกลุ่มคนหน้าตาดีในบาร์เกย์ทำรู้สึกถึงการแบ่งแยกกลุ่มคนที่ดู”ธรรมดา” และภาพหลายๆชนิดที่แสดงถึงความต้องการทางเพศอย่างมากเกินไปทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่าบาร์เกย์นั้นเป็นสถานที่ทำหรับเซ็กส์ และทำให้บาร์เกย์นั้นเป็นที่ต้องการน้อยลงต่อกลุ่มเกย์ที่ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ีดี และเมื่อเติมเพลงที่ดังกระหึ่มที่ทำให้การพูดคุยแทบจะเป็นไปไม่ได้นั้นยิ่งทำให้ความเป็นไปได้ในการเกิดความสัมพันธ์ที่ดีแทบจะเป็นเรื่องหมดหวังเลยทีเดียว

และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรู้สึกทางเพศยิ่งส่งผลให้เกิดการล่วงละเมิดในบาร์ ซึ่งเป็นอะไรที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและมักจะไม่ได้รับการรายงาน บทความหนึ่งที่มาพร้อมกับเรื่องเล่าชี้ว่าการกระทำดังกล่าวนั้นถูก”มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาและถูกมองข้าม”ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ว่าผู้ชายนั้นมีความต้องการทางเพศอยู่ตลอดเวลาและพร้อมที่จะโดนลูบคลำทุกเมื่อ

บาร์เกย์ทั่วประเทศนั้นจะมีการยืนยันว่ามี”นโยบายที่ครอบคลุมในการจัดการกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ” แต่การรายงานปัญหาดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะเกย์หลายคนรู้สึกกดดันว่าไม่ควรจะคิดมากกับเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อแสดง”ความเป็นชาย”มากกว่าการวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจในการจัดการเรื่องดังกล่าว

ซึ่งในกรณีนี้ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ซึ่งเกย์บางคนนั้นไปเที่ยวสถานที่ดังกล่าวโดยมีเป้าหมายเพื่อถูกลูบคลำ ในขณะที่ยังมีเกย์กลุ่มอื่นที่รู้สึกถูกล่วงละเมิดจากการกระทำดังกล่าว ซึ่งทำให้การจะตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องสนุกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าคุณมีการเปิดรับมันหรือไม่

gay bar decline 3
ภาพของ Jeremy Lucido จาก jeremylucido.com

บาร์เกย์นั้นยังมีความยากลำบากที่จะเข้าใจถึงกลุ่มประชากรอีกกลุ่ม ซึ่งก็คือกลุ่มสตรีนั่นเอง บทความจำนวนมาก รวมถึงบางบทความบนเว็บไซต์นี้ได้มีการรายงานถึงกลุ่มผู้หญิงและกลุ่มปาร์ตี้สละโสดได้ทำการยึดสถานที่บริเวณจัดงานของเกย์และเปลี่ยนสถานที่เงียบๆให้กลายเป็นสถานที่ถ่ายภาพ ทำการกระโดดขึ้นไปบนเวทีและขัดการแสดง drag ต่างๆ และบังคับให้หนุ่มๆเกย์ทั้งหลายจูบกันและถ่ายรูปไว้

แต่ยังมีบทความอีกหลายบทความที่กล่าวหาเกย์ว่ามีอาการเกลียดชังผู้หญิงโดยการเรียกเธอว่าอีดอกหรือแย่กว่า หรือการล้วงคลำหน้าอกผู้หญิงโดยไม่ได้รับการยินยอม หรือทำให้ผู้ชายที่ไม่ได้มีร่างกายกำยำรู้สึกอับอาย และรวมไปถึงการไม่ร่วมประท้วงเพื่อเลสเบี้ยน หรือการประท้วงเพื่อความถูกต้องสำหรับสตรีอื่นๆ

มันเป็นเรื่องยากที่จะทำการนับเลขที่ชัดเจนของผู้หญิงที่เที่ยวบาร์เกย์ และยังไม่มีการศึกษาใดๆโดยเฉพาะ แต่มีความเป็นไปได้ว่าตัวเลขของประชากรทั่วไปที่เที่ยวบาร์เกย์นั้นเพิ่มขึ้นด้วยความเคยชินจากการเห็นกลุ่มเพศทางเลือกในสื่อต่างๆจนรู้สึกเคยชินกันกลุ่มประชากรนั้น

ในปี 2006 กลุ่มสื่อเพศทางเลือก Gays and Lesbians Allied Against Defamation (GLAAD) นับตัวละครเกย์ในสื่อบันเทิงหลักได้ 12 ตัวละคร ซึ่ง 3 ปีก่อนหน้านั้น ประชากรอเมริกันเพียง 56% กล่าวว่าพวกเขามีคนรู้จัก ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนร่วมงานที่เป็นเกย์อย่างเปิดเผย

และ 10 ปีให้หลัง GLAAD นับตัวละครเกย์ได้ทั้งหมด 71 ตัวละครในสื่อบินเทิงหลักของประเทศ และประชากรในประเทศรู้จักคนที่เป็นเกย์อย่างน้อย 75% ซึ่งหากคำนึงถึงการยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกันและความเท่าเทียมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเพศทางเลือกนั้นมีความรัก ความมุ่งมั่น และความเท่าเทียมที่เหมือนกับคนทั่วไป ทำให้ไม่น่าสงสัยว่าทำไมกลุ่มคนทั่วไปจึงรู้สึกเข้าใจและไม่กีดกั้นกลุ่มดังกล่าวเช่นก่อนหน้า

แต่จำนวนประชากรทั่วไปที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในบาร์เกย์ส่งผลให้เกิดความกังวลของพื้นที่ขาวเกย์ที่มีจำนวนน้อยในประเทศนี้ ถ้าหากทุกบาร์ในประเทศมีการยอมรับกลุ่มเพศทางเลือกและมีความดึงดูดประชากรที่เป็นเกย์และประชากรทั่วไปอย่างเท่าเทียมกันแล้วอาจจะส่งผลให้บาร์เกย์จะสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์และความสำคัญต่อชุมชนกลุ่มเพศทางเลือก

Khubchandani บอกว่ากลุ่มเลสเบี้ยน กลุ่มแปลงเพศ และกลุ่มผิวสีนั้นได้มีส่วนช่วยในการเสริมความสนุกสนามของบาร์เกย์จากการริเริ่มกิจกรรมต่างๆและได้ช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความโดดเด่นอย่างเกย์และมีความเป็นนวัตกรรมใหม่ๆอีกด้วย

เขาได้พูดถึง Slo’Mo และ Duro กิจกรรมที่พูดถึงกลุ่มสตรีผิวสีและกลุ่มละตินตามลำดับ Slo’Mo นั้นเล่นเพลง R&B และฮิปฮ๊อฟ และ Duro นั้นเล่นเพลงสเปนและละติน ซึ่งทั้งสองกิจกรรมนั้นมีความคล้ายคลึงกับ Papi Juice ปาร์ตี้รายเดือนของกลุ่มเพศทางเลือกและกลุ่มผิวสีในเมืองบรู๊คลิน

“ผมคิดว่านวัตกรรมทางกิจกรรมใหม่ๆที่เราเห็นในบาร์ทุกวันนี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนให้เราจำว่าบาร์ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันในโลกธุรกิจ แต่เป็นการพยายามตอบสนองความต้องการของผู้คนที่มากกว่าการมีเซ็กส์เท่านั้น” Khubchandani กล่าว

gay bar decline 7
ภาพของ Jeremy Lucido จาก jeremylucido.com

บางทีตัวแปรที่มีผลด้านลบต่อการเปิดของบาร์เกย์ก็คือการขออณุญาต ภาษี การจดทะเบียน และค่าใช้จ่ายด้านการบันเทิง ซึ่งทำให้การดำเนินการของบาร์เกย์นั้นเป็นเรื่องที่มีราคาแพง โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าหลักของพวกเขา (กลุ่ม LGBTQ) นับเป็นเพียง 3.8% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งห่างไกลจากตัวเลขที่เคยถูกประเมินไว้ที่ 1 ใน 10 ของประชากรทั้งหมด

และเมื่อการที่เหล่าเกย์ทั้งหลายทำการย้ายถิ่นฐานไปจากพื้นที่ของเกย์ และถูกแทนที่ด้วยประชากรและธุรกิจของประชากรธรรมดา ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเช่าที่อยู่อาศัยและภาษีนั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการบังคับให้ลูกค้าต้องทำงานหนักขึ้นมากกว่าการออกไปท่องเที่ยวพักผ่อน และค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นยังทำให้บาร์เกย์หลายแห่งต้องย้ายที่ดำเนินการอีกด้วย

นักข่าวสำนักงาน BBC Esther Webber เขียนว่า “ราคาบ้านและค่าเช่านั้นเพิ่มขึ้นเกินที่จะควบคุมได้ แต่กลุ่ม LGBTQ นั้นได้รับผลกระทบที่ไม่เป็นสัดส่วนกัน พวกเขาไม่ได้มีบาร์จำนวนมากให้เลือก ดังนั้นเมื่อ 4 หรือ 5 แห่งถูกปิดตัวลงนั้น พวกเขาก็รับรู้ได้อย่างชัดเจน”

ตอนที่ Curtin ดูแลบาร์ Zippers บาร์อะโกโก้ในเมืองแดลลัส Dallas กำไรของเขานั้นก็ถูกใช้เป็นค่าภาษีและใบอณุญาตต่างๆ — ทั้งภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฮอล์สำหรับเต้น ใบอณุญาตเล่นดนตรีและการให้บริการจนถึงช่วงเวลากลางคืน เขาบอกว่าภาษีและข้อบังคับต่างๆทำให้เขาฟังดูเหมือนเป็นพวกรีพับบลิคกันที่หวังให้รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจให้น้อยลง

“และบางครั้ง” Curtin กล่าว “คุณหันกลับและพูดว่า ‘ถ้าผมต้องเอาเงินอีกดอลล่าร์เดียวไปใช้เป็นค่าใบอณุญาตและภาษี’ มันฟังดูไร้สาระสิ้นดี”

เขาพูดต่อว่า “ถ้าหากว่าคุณจ้างใครสักคนมาจัดการเรื่องนี้ คุณก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และถ้าหากว่าคุณเป็นมือใหม่ในระบบนี้ ถ้าคุณขีดตัว T ผิดหรือจุดตัว I ผิด คุณก็ต้องไปเริ่มใหม่และสุดท้ายก็ต้องพลาดเส้นตาย ซึ่งหมายความว่าคุณไม่สามารถให้หนุ่มๆมาเต้นในกางเกงในได้ หรือเปิดให้บริการหลังเที่ยงคืนถึงตีสองก็ไม่ได้เช่นกัน”

ถ้าหากว่าคุณคำนึงถึงความยากในการเปิดบาร์เกย์ที่จะต้องตอบสนองกลุ่มประชากรที่น้อยนิด และเสริมเข้าไปด้วยค่าใช้จ่ายทั้งการโฆษณา ประกัน ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆแล้ว คุณก็จะได้สูตรสำเร็จของความไม่มั่นคงทางการเงิน

บาร์หลายแห่งใช้กิจกรรมบันเทิงตอนกลางคืนเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน ตั้งแต่เกมบิงโก นักร้องสด คลาสเต้นรำ การแสดงเปียโน คาราโกเกะ เด็กๆอะโกโก้ นักแสดงล้อเลียน และอื่นๆ แต่การแสดงเหล่านั้นไม่ได้ได้มาด้วยราคาถูก Curtin กล่าวว่า “คนจำนวนมากไม่อยากที่จะต้องจ่ายเพียงแค่จะเข้ามาในร้าน และลูกค้าส่วนใหญ่ก็อยากจะชมการแสดงเหล่านั้นฟรีๆ”

Curtin เชื่อว่าการแสดง RuPaul’s Drag Race นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายนั้นเพิ่มขึ้น drag พื้นเมืองที่ทำงานในบาร์เล็กๆอาจจะใช้เงิน 50 ดอลล่าร์ ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากเมื่อคำนึงถึงเวลา การเดินทาง ค่าแต่งหน้า และเครื่องแต่งกาย “แต่ถ้าคุณเป็นสาว Drag Race เข้ามายังบาร์” เขาบอก “คุณเรียกเงินได้ถึง 2,500 ดอลล่าร์”

และนอกจากนั้นทัวร์ Drag Race ยังทำการแสดงในสถานที่ที่ไม่ใช่ที่เฉพาะกลุ่ม LGBTQ อีกด้วย — ซึ่งมีทัวร์หนึ่งที่ทำการแสดงที่ The House of Blues ในแดลลัส ซึ่งเป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ห่างไปจากบาร์เกย์ไปหลายกิโลเมตร — แต่นักแสดงของ RuPaul สามารถสร้างภาพลักษณ์ว่านักแสดงพื้นเมืองนั้นไม่มีความสามารถพิเศษ เพราะถ้าพวกเขาเก่งจริงๆแล้ว ทำไมพวกเขาถึงไม่เข่าร้วม Drag Race ล่ะ แต่โชว์นั้นเลือกผู้เข้าร่วมเพียงแค่ 12 ถึง 14 คนต่อปีจากผู้เข้าสมัครหลายร้อยคน

gay bar decline 6
ภาพของ Jeremy Lucido จาก jeremylucido.com

และในกรณีของแอพพลิเคชั่นนั้น ในขณะที่ชายบางคนรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยกับคนอื่นบนโลกออนไลน์ แต่มันไม่มีเหตุผลที่จะโทษว่าแอพพลิเคชั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บาร์เกย์นั้นกำลังตายลง อย่างที่กล่าวไปตอนแรกว่ายังมีชายจำนวนมากที่ต้องการที่จะพบปะกันต่อหน้ามากกว่าบนมือถือ และบางครั้งถึงกับใช้แอปพลิเคชั่นในบาร์ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่เขาจะได้พบกับใครสักคน หรือทำให้พวกเขาอยู่ในบาร์นานกว่าที่วางแผนไว้ในตอนแรกเสียอีก

แอพโซเชียลบางอย่าง อย่างเช่นของเรา ได้ริเริ่มที่จะนำเสนอกิจกรรมต่างๆในบาร์ในท้องที่ ทำหน้าที่เป็นผู้กระจายข่าวสารและสนับสนุนให้หนุ่มๆได้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านั้นและพบปะผู้คนใหม่ๆมากกว่าการที่จะอยู่แต่ในบ้าน ซึ่งก็เป็นเพราะบาร์เกย์และสถานที่จัดงานต่างๆยังมีส่วนที่นำเสนอได้มากกว่าบนแอพพลิเคชั่น แต่พวกเขาต้องปรับตัวให้มากขึ้น

ในขณะที่การต่อสู้เพื่ออิสระภาพยังมีต่อไป โดยเฉพาะเมื่อ Trump มีบทบาทมาก พื้นที่ของชาวเกย์ยังคงเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดที่กลุ่มเพศทางเลือกจะพบปะและแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเขา และเมื่อเข้าใจเช่นนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบาร์เกย์จะกลายเป็นความท้าทายใหม่ที่พวกเขาจะต้องปรับตัวให้มีบทบาทในสังคมต่อไป

บาร์เกย์สามารถที่จะรักษาบทบาทในการเชื่อมโยงชุมชนเข้าด้วยกันด้วยการร่วมมือกับกลุ่ม LGBTQ และองค์กรต่างๆในพื้นที่เพื่อสร้างการปฏิสัมพันธ์ที่ดี พวกเขาสามารถที่จะเข้าถึงกลุ่มอื่นๆเช่นกลุ่มสตรีและกลุ่มผิวสี ทำการจ้างพนักงานที่หลากหลายและจัดการต่างๆที่สะท้อนถึงชุมชนของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่างได้

และถ้าหากว่าพวกเขาไม่ปรับตัว ชุมชนกลุ่ม LGBTQ ก็จะพบสิ่งทดแทนของพวกเขา จริงๆแล้วพวกเขาก็พบแล้ว ซึ่งเกย์ได้มีการเที่ยวคลับสำหรับทุกเพศมากขึ้น จัดงานปาร์ตี้สุดป๊อปหรือจัดงานบาร์เกย์ที่พวกเขาสามารถจูบและแสดงความรักต่อกันได้อย่างเปิดเผย

ผู้เขียน Madison Moore กล่าวว่า  “ถ้าหากว่าคุณอยากให้คนมาใช้บริการคลับของคุณ คุณต้องมีเหตุผลให้กับพวกเขา คุณต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าถ้าหากว่าพวกเขาไม่มาที่บาร์ของคุณแล้ว พวกเขาจะพลาดอะไรบางอย่างไป บางทีบทเรียนตรงนี้ก็คือการเป็นเกย์ไม่เพียงพอต่อไปอีกแล้ว”

แต่ในขณะที่ปาร์ตี้ชั่วคราวหรือกิจกรรมเกย์ต่างๆสามารถเป็นสิ่งทดแทนได้ช่วงหนึ่ง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทดแทนพลังและความสบายใจของบาร์เกย์และพื้นที่ของเกย์ได้โดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะในประเทศที่มีหัวโบราณหรือยังมีการต่อต้านกลุ่มเพศทางเลือกอยู่ และถ้าหากไม่มีศูนย์กลางสำหรับกลุ่ม LGBTQ บาร์เกย์นั้นก็เป็นเหมือนแหล่งรวมตัวของกลุ่มเพศทางเลือกที่จะแสดงออกถึงการเฉลิมฉลอง การต่อต้านการแบ่งแยก และการไม่ยอมที่จะหลบซ่อน และเป็นเหมือนกับแสงสว่างให้กับเกย์คนอื่นในความมืด

 

ภาพทั้งหมดเป็นของ Jeremy Lucido ที่ Precinct ใน in Los Angeles ชมได้บนเว็บไซต์ jeremylucido.com

Read more stories by just signing up

or Download the App to read the latest stories

Already a member? Log in