Quantcast
ประวัติสั้นๆของที่ล้างก้น (และทำไมชาวอเมริกันถึงไม่ใช้มัน) ประวิติศาสตร์

ประวัติสั้นๆของที่ล้างก้น (และทำไมชาวอเมริกันถึงไม่ใช้มัน)

Written by Daniel Villarreal on January 13, 2019

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยใช้ที่ฉีดล้างก้น คุณกำลังพลาดของดีบางอย่างไป และแม้ว่าน้ำพุล้างก้นของชาวยุโรปที่มักจะพบเห็นได้ในโรงแรมหรือห้องน้ำในอเมริกาจะดูเหมือนโถฉี่ของผู้ชาย แต่บอกเลยว่ามันมีประสิทธิภาพมากๆ แต่ดูเหมือนว่าเจ้าน้ำพุล้างก้นนี้จะไม่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา และประวัติสั้นๆของเจ้าที่ล้างก้นนี้จะช่วยอธิบายเหตุผลให้กับเรา

 

1. ที่ล้างก้นประเภทนี้มาจากยุโรป

เจ้าเครื่องนี้ (ภาษาอังกฤษอ่านออกเสียงว่า บิ-เด) ถูกคิดค้นขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสในช่วงยุค 1600 โดยเป็นคำจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า“ม้าตัวเล็ก” โดยกลุ่มผู้ที่ใช้งานเป็นหลักได้แก่ชนชั้นสูงที่อยากจะล้างช่วงล่างของตัวเองหลังจากการขี่ม้า

หลังจากระบบประปาที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงยุค 1700 และ 1800 ทำให้เจ้าที่ล้างก้นนี้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มชนนั้นอื่นๆในทางตะวันตกของยุโรป ทางใต้ของทวีปอเมริกา และทางกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกกลาง แต่แม้ว่าทหารชาวอเมริกันหลายๆคนจะได้พบเห็นเจ้าสิ่งนี้ในยุโรปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มันกลับไม่ได้รับความนิยมด้วยภาพลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการขายบริการทางเพศ

และความนิยมของมันในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแม้ว่าจะมีความพยายามหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

bidet history 02
ภาพที่นั่งล้างก้นในยุคแรก วาดโดย Louis-Léopold Boilly

2. ภาพลักษณ์ที่มีความเชื่อมโยงกับปัญหาของผู้หญิง

อย่างที่เราบอกไปทีแรกว่าทหารอเมริกันนั้นพบเห็นเจ้าสิ่งนี้ในโรงโสเภณีในยุโรปและมองว่ามันเป็น“สัญลักษณ์แห่งบาป”ที่ใช้ล้างกลิ่นและของเหลวที่ไม่พึงประสงค์จากการหลับนอนกับชายแปลกหน้า

โดยในยุโรปนั้น อ่างชำระเป็นหนึ่งในวิธีคุมกำเนิด (ที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากนัก) และเป็นเครื่องที่ใช้ล้างเลือดประจำเดือนอีกด้วย

ความเชื่อมโยงกับการใช้งานของเพศหญิงนั้นทำให้ผู้ชายที่มีความสามารถในการนำเข้าสู่อเมริกาไม่ทำเช่นนั้น น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รู้ถึงประโยชน์ที่ผู้ชายก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

 

3. ราคาที่สูง

แม้ว่า John Harvey Kellogg จะทำการคิดค้นและจดสิทธิบัตรโถชักโครกที่มาพร้อมกับที่ฉีดในปี 1928 — และยังมีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหัวฉีดนี้สามารถช่วยรักษา“สิ่งแปลกปลอม อาการริดสีดวง และการระคายเคืองอื่นๆ” — ราคาที่สูงของมันทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้

หัวฉีดสไตล์ Kellogg มีราคาเพียงแค่ราว 1,900 บาท แต่ก็มีแบบเต็มสตรีมที่ราคาตั้งแต่ 5,000 ถึง 22,000 บาท (ยังไม่รวมค่าการติดตั้งอื่นๆ)

เมื่อเทียบกับราคาของกระดาษทิชชู่เปียกเพียงแค่แพ๊คละ 100 บาท ก็ไม่น่าสงสัยว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเลือกใช้วิธีนี้มากกว่า แต่ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือเจ้ากระดาษทิชชู่เปียกนี้ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อธรรมชาติและทำลายระบบน้ำเสียอีกด้วย นั่นทำให้เจ้าอุปกรณ์ฉีดล้างเหล่านี้ แม้ว่าจะราคาแพงกว่ากระดาษชำระเปียก แต่ก็สามารถช่วยแก้ปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อมได้ไม่น้อยทีเดียว

 

คุณชอบประวัติสั้นๆที่เรานำเสนอในวันนี้หรือเปล่า บอกกับเราได้ที่คอมเมนท์ด้านล่าง